วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เฉลยคลิป

หายหน้าหายตาจากบล้อกไปนานทีเดียวครับ
วันนี้ทักทายเพื่อนๆโดยเอาคลิปที่เคยลงไว้ตั้งแต่ตอนเขียนบล้อกนี้ใหม่ๆนะครับ
เป็นบทสัมภาษณ์สองตอน ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พูดถึงภาพยนต์เรื่องโปรดครับ
มีเรื่องจริงกับเรื่องหลอกครับ
ลองย้อนกลับไปดูคำถามในตอนแรกอีกทีนะครับ ^^
ผลปรากฏว่าเพื่อนๆโวตมาพอๆกันนะครับ
เรามาดูเฉลยกันเลยครับ





คำตอบที่ถูกต้องคือข้อ A นะครับ

กลับสู่หน้าแรกภาษากาย

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

เจรจาเสื้อแดง1

ช่วงนี้เหตุการณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป คือการเจรจาระหว่างนายกอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ กับ แกนนำ นปช.มีประเด็นเกี่ยวกับภาษากายที่น่าสนใจจะขอนำมาเล่าสู่กันฟัง (ขอหลีกเลี่ยงในส่วนของเนื้อหาทางการเมืองครับ)


ผมมองว่าคลิปการเจรจาหลายๆตอนเป็นกรณที่น่าศึกษาเรียนรู้อย่างมาก
เนื่องจากภายใต้ความกดดัน เรามักจะเห็นภาษากายได้ชัดขึ้น





ก่อนจะคุยกันเรื่องของภาษากาย
มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกต คือเรื่องสถานที่ที่ใช้ในการพูดคุยครับ เป็นโต้ะที่มีสิ่งขวางกั้นขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางตลอดความของโต๊ะ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่เฉพาะที่ชัดเจนไปโดยปริยาย
เรื่องสถานที่ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศของการพูดคุย แบ่งขั้วกันชัดเจนยิ่งขึ้น ผมยังไม่เคยเห็นการเจรจาใดๆ ใช้สถานที่ในรูปแบบนี้มาก่อน (อาจเป็นเพราะเห็นโลกยังไม่มากพอ อิ อิ)


มาดูภาษากายของผู้ร่วมเจรจาครับ
ภาษากายหนึ่งที่มองเห็นได้จัดเจน ในคลิปนี้คือ การใช้มือ
จะสังเกตว่า ขณะที่คุณหมอเหวง สนทนากับนายก
จะใช้ นิ้วชี้ ชี้ไปที่นายกอภิสิทธิ์ บ่อยครั้ง และมีบางครั้งใช้ดินสอในการชี้
ในชีวิตประจำวัน คนเรามักไม่ใช้ภาษากายในลักษณะนี้ครับ
โดยทั่วไปการใช้นิ้วชี้ หรืออุปกรณ์ใดๆชี้ไปที่คู่สนทนา
เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความก้าวร้าว(Aggression) ความไม่เป็นมิตร หรือการวางอำนาจ
ในทางภาษากายมองว่านิ้วหรือดินสอที่ชี้ออกไปเป็นสัญลัษณ์ของอาวุธ
การพูดในที่สาธารณะ หรือการเจรจาอย่างเป็นมิตรจะต้องหลีกเลี่ยงภาษากายเหล่านี้
เราจะเห็นภาษากายลักษณะนี้ในอารมณ์โกรธ หรือต้องการควบคุมผู้ฟังและสถานการณ์ในขณะนั้น


ลองดูตัวอย่างจากคลิปอื่นๆนะครับ





กลับสู่หน้าแรกภาษากาย

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

สวัสดีปีใหม่ครับ

ช่วงนี้ใกล้สอบ แล้วครับ เลยไม่ได้เข้ามาอัพบล้อก
ขอพักอ่านหนังสือสักสองอาทิตย์ ^_^

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สัญญาณแห่งการโกหก 2 จมูก พินอคคิโอ

พินอคคิโอ นิทาน ที่ประพันธ์โดย คาโล คอดินี่ เป็นเรื่องราวของตุ๊กตาหุ่นไม้ที่ได้รับพรจากนางฟ้าให้มีชีวิต แต่การจะเปลี่ยนจากหุ่นไม้มาเป็นเด็กชายที่สมบูรณ์ได้นั้น ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเอง ถึงความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ และ เสียสละ
ในการผจญภัยของพินอคคิโอ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่จุดเด่นของเรื่องที่ทำให้พินอคคิโอเป็นที่จดจำคือ ทุกครั้งที่โกหก จมูกของพินอคคิโอก็จะยาวขึ้น ยาวขึ้นเรื่อยๆ


picture from 90percenttrue.wordpress.com/.../im-living-a-lie/

ในชีวิตจริง จมูกของคนเราไม่ได้ยาวขึ้นเหมือนพินอคคิโอ แต่จมูกของคนเราก็ส่งสัญญาณบางอย่างออกมาเมื่อคนเราโกหก

นักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อคนเราโกหกและเกิดความกังวลมากขึ้น ระบบประสาทอัตโนมัติ(ระบบประสาทที่คนเราไม่สามารถควบคุมได้)จะทำงานโดยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาที่เนื้อเยื่อโพรงจมูกมากขึ้น บางคนอาจมีลักษะจมูกบวมขึ้น หรือแดงขึ้น(เปรียบได้กับจมูกโตที่ขึ้นในเรื่องพินอคคิโอ) สัญญาณเหล่านี้อาจจะไม่ปรากฏชัดจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรม เช่น การสัมผัสจมูก หรือ การขยี้จมูก ในกรณีอื่นๆ ก็สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติได้เช่นกัน เช่น เมื่อคนเราตื่นเต้น กลัว กังวล (ไม่เฉพาะเจาะจงเรื่องการโกหก)

สัญญาณเรื่องการสัมผัสจมูกนี้ ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ในปี 1998
เมื่อประธานาธิปดี บิล คลินตัน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ ปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ นักศึกษาฝึกงานในทำเนียบขาว โมนิกา เลวินสกี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากายพบว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์เรื่องทั่วไป ประธานาธิปดีคลินตัน ไม่สัมผัสที่จมูกเลย แต่เมื่อเข้าสู่ประเด็นชู้สาวกับ เลวินสกี้
ประธานาธิปดี บิล คลินตัน สัมผัสจมูก เกือบทุกสี่นาที
รวมทั้งหมด..... 26 ครั้ง!!!
(ในเหตุการณ์เดียวกันพบว่า ประธานาธิปดี คลินตัน กระพริบตาถี่ขึ้น และ กัดริมฝีปากบ่อยๆ)

กลับสู่หน้าแรกภาษากาย
........................................

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ล้วงลับตับแตก 2

หลังจากเขียนเรื่องเครื่องจับเท็จแล้ว ผมได้ดูรายการล้วงลับตับแตกอีกครั้ง
มีประเด็นที่เป็นความเห็นส่วนตัวมาเล่าสู่กันฟังครับ
     ประเด็นที่ 1 เครื่องจับเท็จ ที่ใช้ในรายการ เป็นแบบง่ายๆ ไม่ละเอียดนัก วัดได้เฉพาะชีพจรและความดันโลหิต และกระบวนการวัดไม่ได้นานเพียงพอ จึงขาดส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งไป ก็คือคำถามทั่วไปที่จะบ่งบอกถึงพื้นฐานทางสรีระวิทยาเดิมของผู้ร่วมรายการ ตลอดจนระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละคนสั้นมาก มีปัจจัยที่เป็นตัวแปรมาก ทำให้สัญญาณที่วัดได้ไม่น่าเชื่อถือ
     ประเด็นที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญ ที่เชิญมาร่วมรายการ ในส่วนของการอ่านภาษากาย และประมวลผลการตอบคำถาม ที่เป็นทั้งอาจารย์ตำรวจ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ มีเวลาในการสังเกตุ ผู้ร่วมรายการสั้นมาก แต่กลับต้องเป็นผู้ลงความเห็นว่าผ่าน หรือ ไม่ผ่าน (ซึ่งหมายถึงการบอกว่าผู้ร่วมรายการ โกหก หรือไม่ นั่นเอง) แถมไม่มีตัวเลือกสำรองในกรณีที่ตัดสินไม่ได้ ข้อมูลไม่เพียงพอ

หากมองว่าเป็นเพียงแค่เกมโชว์สนุกๆ คงไม่น่าจะมีอะไรต้องคิดมาก
แต่.....ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ร่วมรายการหลายๆท่าน
เนื่องจากคำถามที่ใช้ค่อนข้างล่อแหลม เช่น คุณเคยขายตัวที่พัทยามาก่อนใช่หรือไม่ หรือคุณพยายามเสนอตัวให้กับนิโคลัส เคจ ใช่หรือไม่ และอื่นๆ
การที่มีคำถามที่ล่อแหลม แล้วต้องถูกตัดสินว่าโกหก หรือไม่ โดยกระบวนการที่ไม่น่าเชื่อถือ ที่ต้องลงความเห็นโดยผู้ที่น่าเชื่อถือ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงครับ
เพราะผู้ชมส่วนหนึ่งอาจมีวิจารณญาณว่าเป็นเพียงเกมโชว์
แต่ส่วนหนึ่ง อาจเข้าใจผิดไปตามกระบวนการจับโกหกในรายการ

ท้ายที่สุดได้แต่ภาวนาให้ผู้เชี่ยวชาญที่ไปให้ความเห็น ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะครับ ^_^

กลับสู่หน้าแรก ภาษากาย

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เครื่องจับเท็จ...ล้วงลับตับแตก

ช่วงนี้มีรายการเกมโชว์ ชื่อ ล้วงลับตับแตก ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 22.20 น. ทางช่อง 9 ครับ
ผมได้มีโอกาสดูตามตารางแค่ครั้งเดียว ตอนคุณ เปรม มาออกรายการ เนื่องจากรูปแบบของรายการเป็นเรื่องราวที่ผมสนใจอยุ่ จึงได้ดูรายการย้อนหลังทาง you tube อีกในบางตอน
ผมเกิดความรู้สึกว่า คนเราให้ความสำคัญกับเรื่องการจับโกหกไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งช่วงนี้มีประเด็นให้จับโกหกมากมายเสียด้วย ในตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเขียนบล้อกเรื่องจับโกหกครับ เขียนเรื่องภาษากาย ซึ่งมีแง่มุมอื่นๆอีกมาก เช่น เรื่องความรัก เป็นต้น แต่อย่างที่กล่าวไว้นะครับ พอคุยกันเรื่องจับโกหก แล้วเรื่องมันยาว หวังว่าไม่เบื่อกันไปซะก่อน
           ประเด็นที่จะพูดถึงวันนี้ ขอเปลี่ยนบรรยากาศหน่อยนะครับ จากการจับโกหกโดย คน มาเป็นการจับโกหกโดยเครื่องจับเท็จครับ เห็นทางรายการล้วงลับตับแตกมีการนำหลักการของเครื่องจับเท็จมาใช้ด้วย จึงลองไปรวบรวมข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง

         เมื่อพูดถึงเรื่องของการโกหก หลายคนอาจนึกถึงเครื่องจับเท็จ และอาจเคยสงสัยว่า ในเมื่อมีเครื่องจับเท็จแล้ว บรรดาตำรวจหรือผู้พิภากษาไม่น่าจะต้องมายุ่งยากใจในการไต่สวนผู้ต้องหาเลย สงสัยใคร เอาเข้าเครื่องจับเท็จก็หมดเรื่อง
ในอดีตมนุษย์เราสังเกตุเห็นว่าเมื่อคนเราโกหกจะเกิดความเครียด กังวลใจ ยิ่งเรื่องที่โกหกสำคัญมากก็ยิ่งเกิดความกังวลมาก แต่ยังไม่สามารถวัดความกังวลนี้ออกมาเป็นตัวเลขได้

จนกระทั่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น ในปี คศ.1885 ได้เริ่มใช้การวัดความดันโลหิตขณะที่ตำรวจสอบสวนผู้ต้องหา ต่อมามีการติดตั้งอุปกรณ์อื่นเพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาของร่างกายเพิ่มเข้าไปอีกหลายอย่าง เช่น อัตราการหายใจ ระดับการนำไฟฟ้าของผิวหนัง และมีการนำมาใช้ในการสอบสวนเชลยศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังจากยุคสงครามสิ้นสุดลง ได้มีบริษัทเอกชนบางแห่งได้พัฒนาเครื่องจับเท็จจากระบบอนาลอกมาเป็นระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โดยใช้หลักการป้อนคำถามทั่วไปให้ผู้ถูกทดสอบตอบก่อนเพื่อเป็นค่าพื้นฐานของคนคนนั้น แล้วจึงถามคำถามเฉพาะทีต้องการทราบความจริง จากนั้นสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเครื่องวัดต่างๆ ดังกล่าว โดยทั่วไปเมื่อโกหกสัญญาณทางสรีระวิทยาจะแตกต่างไป

ทางบริษัทผู้ผลิตอ้างว่าเครื่องจับเท็จในยุคปัจจุบันมีความถูกต้องแม่นยำมากกว่า 90%

แต่บรรดานักจิตวิทยาไม่เห็นด้วย จากการสำรวจเมื่อปี 1997 นักจิตวิทยาจำนวน 421 คน ให้คะแนนความแม่นยำของเครื่องจับเท็จเฉลี่ยเพียง 61% และการศึกษาของสถาบันวิทยาศาสตร์นานาชาติ (National Academy of Science) ในปี 2003 ก็ให้ความแม่นยำอยู่ในช่วง 57%-80% และสรุปว่าไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ
นอกจากนั้นเครื่องจับเท็จยังมีข้อจำกัดในการใช้อีกหลายอย่างตลอดจนผลเสียเมื่อเกิดผลบวกปลอม (การที่ผู้บริสุทธิ์ ถูกแปลผลว่าโกหก)    
        
 จากเหตุผลดังกล่าว การใช้เครื่องจับเท็จจึงยังไม่เป็นที่ยอมรับในทางกฎหมาย แต่ยังมีการใช้ประกอบการสอบสวนในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา ในการสัมภาษณ์รับคนเข้าทำงานในหน่วยงานที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติ ตลอดจนบริษัทขนาดใหญ่บางแห่ง

ถ้าลองย้อนไปอ่านบทความก่อนๆที่ผมเขียนไว้เรื่อง จิตวิทยาการโกหก จะพบว่าถ้าแข่งกันจริงๆ แล้ว ในนาทีนี้ มนุษย์ยังเหนือกว่าเครื่องจับเท็จครับ .... ไม่เชื่อลองถามคนข้างๆดูสิครับ อิ อิ
กลับสู่หน้าแรกภาษากาย

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปาก บอกได้มากกว่าการพูด

การสัมผัสปาก ในหลายๆรูปแบบ เช่น การยกมือขึ้นมาปิดปาก การป้องปาก หรือ ใช้นิ้วมือแตะริมฝีปาก บอกความนัยได้สองอย่างคือ
ไม่แน่ใจในสิ่งที่พูด หรือกำลังปิดบังบางอย่าง
ดังนั้นข้อมูลที่พูดจึงไม่น่าเชื่อถือ

ในชีวิตประจำวัน ควรหลีกเลี่ยงภาษากายนี้ ในขณะที่ติดต่อธุรกิจหรือแม้แต่การสนทนาเรื่องทั่วๆไป
การสัมผัสปากในลักษณะเดียวกัน หากเกิดขึ้นในขณะที่ฟัง บ่งบอกถึงผู้ฟังมีความสงสัยในตัวผู้พูด หรือสงสัยในสิ่งที่ได้ยิน จะพบพฤติกรรมนี้ได้บ่อย ในห้องเรียน หรือห้องประชุม เมื่อพบว่าผู้ฟังอยู่ในอาการดังกล่าว ลองเปิดโอกาสให้เขาถามข้อสงสัยหรือแสดงความคิดเห็น อาจจะได้ประเด็นหรือความเห็นที่น่าสนใจได้

การกัดริมฝีปากหรือการเม้มปาก
เป็นภาษากายที่บ่งบอกถึงความวิตกกังวล
เมื่อผู้พูดกัดริมฝีปากบ่อยขึ้นกว่าปกติขณะที่พูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แสดงถึงความกังวลที่มากขึ้น
มักจะพบได้บ่อยๆ ในคนที่โกหกหรือพยายามปิดบังบางอย่าง
พฤติกรรมนี้มีที่มาจากวัยทารก ทารกลดความวิตกกังวลโดยการตอบสนองทางปากเช่นการดูดนม หรือการดูดนิ้วมือ เมื่อโตขึ้นจะพบการลดความกังวลโดยการนำสิ่งของเข้าปากคล้ายกันแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการกัดเล็บ การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือแม้กระทั่งการสูบบุหรี่ แต่ในขณะที่พูดไม่สามารถหาสิ่งที่ตอบสนองทางปากเพื่อลดความกังวลได้ จึงแสดงออกโดยการกัดริมฝีปาก หรือการเม้มริมฝีปากแทน อาการนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จังหวะการพูดและน้ำเสียง
ขณะที่โกหกจังหวะการพูดช้าลง เนื่องจากต้องใช้กระบวนการทำงานในสมองที่ซับซ้อนมากขึ้น
มีการหยุดเป็นช่วงๆ ซึ่งจังหวะการหยุดจะถี่และนานกว่าปกติ มีลักษณะอึกอัก ลังเล
ในคนที่ชำนาญในการฟังจะพบว่าขณะที่โกหก จะมีโทนเสียงที่สูงขึ้น
บางครั้งจะหลุดคำพูดหรือข้อความที่ไม่ตั้งใจจะ พูดออกมา

คลิปวิดิโอข้างล่างนี้ ประมาณ 7 นาที คุณนาธาน ใช้มือมาสัมผัสปาก รวม 7 ครั้ง กัดริมฝีปาก 7 ครั้ง
คุณชิเอง ก็สัมผัสปากอยู่หลายครั้ง รวมถึงการยักไหล่(จะได้เล่าถึงสัญาณนี้ทีหลังครับ) แสดงถึงความกังวลและไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังพูด
 




กลับสู่หน้าแรกภาษากาย